ให้โทษ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมะ
เป็นกาลเป็นเวลาไง ๑๕ ค่ำ ลงอุโบสถ สงฆ์พร้อมกันลงอุโบสถสามัคคีเพื่อความสามัคคีในคณะสงฆ์
สงฆ์ปกครองสงฆ์ ถ้าสงฆ์แวววาว สงฆ์มีความสะอาดบริสุทธิ์ไง สงฆ์นั้นอยู่ด้วยความสงบสุข ถ้าสงฆ์ชิงดีชิงชั่วไง ต่างคนต่างชิงดีชิงเด่นกัน มันจะเป็นปกติสุขไปได้อย่างไร สิ่งที่ชิงดีชิงชั่วนั่น สงฆ์ปกครองสงฆ์ เห็นไหม แล้วสงฆ์เกิดขึ้นมาจากใคร
สงฆ์เกิดขึ้นมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม มีรัตนะสอง มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรม แสดงธัมมจักฯ สงฆ์องค์แรกของโลก พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมๆ ไง
เวลาเทศนาว่าการไป สิ่งที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เอหิภิกขุ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนทางกัน โลกนี้เร่าร้อนนักๆ
เวลาเราไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไปราชคฤห์ก็ไปได้ชฎิล ๓ พี่น้อง ได้ยสะ นั่น ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอหิภิกขุ บวชมาให้เองนะ ๑,๒๕๐ องค์ นี่พระอรหันต์ทั้งนั้นๆ พระอรหันต์แล้วไม่ต้องบอกว่าอะไรผิดอะไรถูก เพราะมันรู้แจ้งเห็นจริงในหัวใจของตนไง
ฉะนั้น เวลาให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ๆ เพราะเทวทัตจะขอปกครองสงฆ์ไง เทวทัตรู้อะไร ได้ฌานโลกีย์ไง ได้ฌานโลกีย์ทางโลกมันก็ดูความเป็นมหัศจรรย์ทางโลกไง อภิญญา โอ้โฮ! มหัศจรรย์ พระพุทธศาสนา ไร้สาระ
นั่นแหละตัวติด นั่นแหละตัวที่ไปไม่ได้
ถ้าไปได้ๆ สัมมาสมาธิไง ศีล สมาธิ ปัญญา มันพ้นจากอภิญญา
อภิญญาเป็นผู้วิเศษ สำคัญตนว่ายิ่งใหญ่ไง สำคัญตนสำคัญด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง
ถ้าเป็นสัมมาสมาธิๆ ไง สัมมาสมาธิมันเป็นความปกติสุขไง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง นี่พระพุทธศาสนาไง เวลายกขึ้นสู่วิปัสสนาไง ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามีภาวนามยปัญญา
ภาวนามยปัญญามาจากไหน
เอหิภิกขุไง บวชให้เอง สอนเอง สอนเองเพราะอะไร เพราะเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมมีรัตนะสอง มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรม วิมุตติสุขๆ เวลาแสดงธัมมจักฯ สงฆ์องค์แรกของโลก นั่นก็สงฆ์นะ แต่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง
เวลาถึงที่สุดแห่งทุกข์ สิ่งที่เป็นพระอรหันต์ด้วยกัน วิมุตติสุขมันรู้ได้อย่างไร ต้องรู้ด้วยข้อเท็จจริงอันนั้นไง เวลาข้อเท็จจริงอันนั้น สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของพระอรหันต์ทั้งสิ้นไง มันจะมีอะไรขัดแย้งกัน ไม่มีหรอก
เวลาขัดแย้งกัน ขัดแย้งกันด้วยจริตด้วยนิสัย ด้วยความชำนาญของแต่ละบุคคล ไอ้นั่นมันเป็นเรื่องอำนาจวาสนาบารมี แล้วมันเข้าใจได้ แต่เวลาอวิชชามันเข้าใจไม่ได้ มันเข้าใจไม่ได้เพราะมันไม่รู้ไง มันจะเข้าใจได้อย่างไรเพราะมันไม่รู้ แต่ถ้ามันรู้แล้ว มันมีอะไรลังเลสงสัยในหัวใจของตน
ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ให้คุณทั้งนั้น ให้คุณไง ด้วยสติด้วยปัญญาในพระพุทธศาสนา อบรมบ่มเพาะขึ้นมา สิ่งที่เอหิภิกขุเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา มันมีความกตัญญูกตเวทีในพระพุทธศาสนา
เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง คนเกิดเป็นมนุษย์มากมายมหาศาลไม่นับถือพระพุทธศาสนา แล้วมันเห็นแล้วมันธรรมสังเวชไง
นับถือพระพุทธศาสนา เกิดมาในร่มโพธิ์ร่มไทรของพระพุทธศาสนา ไปเข้ารีตอย่างนี้ มันทอดทิ้งกันไป ขายจิตวิญญาณไง ขายจิตวิญญาณเพราะอะไร เพราะมันไม่มีวาสนาไง มันเข้าใจไม่ได้ไง สิ่งที่มีคุณค่า มีคุณค่ากับในหัวใจของตนไง มันยังไม่เข้าใจถึงพุทธะ ถึงคุณงามความดีของใจดวงนี้ไง เวลาออกไปนอกพระพุทธศาสนาแล้วไปเข้ารีต ไปเชื่อไง อ้อนวอนขอ
จากที่เราไม่เชื่อใคร ถ้าเชื่อปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้น เชื่อความรู้ความเห็นในหัวใจดวงนี้ไง ถ้าเชื่อความรู้ความเห็นในหัวใจดวงนี้นะ แล้วถ้าใครฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันก็ต้องมาตามเส้นทางนี้แหละ ถ้ามันไม่ตามเส้นทางนี้มันก็ไม่ใช่
ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา
ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทางสายกลางของหัวใจ เวลาถ้ามันรู้มันเห็นขึ้นมา จกฺขุํ อุทปาทิ จักขุญาณ จกฺขุํ คือตาของจิต จิตได้พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ได้รู้สึกตัวขึ้น ลืมตาขึ้น เกิดปัญญาขึ้นในใจของตน ดูสิ เวลาองค์หลวงตามหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง น้ำตาไหลพราก ท่านบอก นี่น้ำตาชำระภพชำระชาติ
ดูคนทุกข์คนยากสิ ร้องไห้เต็มโลก น้ำตาอย่างนั้นน่ะน้ำตายึดมั่นถือมั่น น้ำตาที่มีแต่ความทุกข์ความยาก
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด เวลาของท่าน ขณะ นิโรธ ดับทุกข์ น้ำตาไหล น้ำตาแตก เวลามันชำระภพ ชำระชาติ ชำระกิเลสในหัวใจของตน เฉพาะตน
ไอ้เราก็ร้องไห้ ร้องไห้ทุกวัน ยิ่งร้องไห้ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งร้องไห้ยิ่งทุกข์ยาก มันคนละมาตรฐานกันเลย
ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ให้คุณ เมตตาคุณ ปัญญาคุณ สิ่งที่ยื่นให้กับชาวพุทธไง ฝากพระพุทธศาสนาไว้กับบริษัท ๔ นะ ฝากไว้เป็นมรดกตกทอด แล้วเราเกิดแต่ละภพแต่ละชาติมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง พันธุกรรมของจิตๆ จิตที่มันมีอำนาจวาสนาขึ้นมา มันสะอาดผ่องแผ้วมา มันทำสิ่งใดมันก็ทำได้ง่ายขึ้นมา
ไอ้เรานี่มืดบอดมาตลอดเลย พันธุกรรมของจิตๆ พระพุทธศาสนาเหมือนกัน พระพุทธศาสนาสอนอย่าง ไปอีกอย่าง พระพุทธศาสนาบอกให้ละ กูก็จะเอา บอกให้เอาก็ไม่เอา ความเพียรชอบอย่างนี้ ความวิริยะ ความอุตสาหะ ให้หมั่นเพียรอย่างนี้ บอกให้เอา มันไม่เอา บอกให้ละให้วาง มันยึดตายเลยนะ มีแต่โทษในใจไง แล้วก็ให้โทษ
โทษน่ะ อวิชชามันเหยียบย่ำใจของตัว เพราะมันมีโทษ มันถึงให้โทษคนอื่นได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวิมุตติสุขๆ มีแต่คุณ โทษไม่มี เพราะโทษมันตายหมดแล้ว ให้แต่คุณ ให้เหมือนกัน ให้เมตตาคุณ ปัญญาคุณ ให้เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีแต่ให้บุญให้คุณ
ไอ้เราให้แต่โทษ เพราะมีแต่มาร เพราะมันมีอยู่ในใจ มันเหยียบย่ำหัวใจของคนไง แล้วก็เผื่อแผ่คนอื่นนะ นี่มีแต่ให้โทษเขา ทั้งๆ ที่ว่าโทษนี้ควรจะดับลง โทษนี้ควรจะชำระล้างในใจของตนให้มันเป็นคุณขึ้นมา
แล้วเป็นคุณกับใคร
เป็นคุณกับใจดวงนี้ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดเป็นเทวดา อินทร์ พรหม แต่ละภพแต่ละชาติ ๘๐,๐๐๐ ปี ๖๐,๐๐๐ ปี แล้วหมดอายุขัยขึ้นมาก็มาเกิดเป็นมนุษย์ ลงนรกอเวจี เราเกิดเป็นมนุษย์ไง ๑๐๐ ปี แมลงวันมัน ๗ วัน เห็นไหม สิ่งที่ว่ามันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแต่ละภพแต่ละชาติกว่าจะทำคุณประโยชน์ขึ้นมาได้
ไอ้นี่เกิดเป็นมนุษย์นะ ๒๔ ชั่วโมง ถือเนสัชชิก ไม่นอนทั้งวันทั้งคืน ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันเป็นปัจจุบันนี่ไง
ไม่ใช่ ๖๐,๐๐๐ ปี ๘๐,๐๐๐ ปีนู่นกว่าจะหมดภพหมดชาติ แล้วจะได้กลับมาทำคุณงามความดี ในปัจจุบันนี้เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ๒๔ ชั่วโมง นี่ความเพียรชอบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้เอานี่ไง สอนให้มีความเพียร มีความวิริยะ มีความอุตสาหะนี่ไง สอนให้เอา มันไม่เอา สอนให้ละ มันกลับไปเอา นี่ไง มันเป็นโทษในหัวใจ อวิชชาความไม่รู้น่ะ ไอ้ความโลภ ความโกรธ ความหลงในหัวใจนั่นน่ะสอนให้ละ ให้มันละ มันฝึกหัดขึ้นมาเป็นพันธุกรรมของจิตๆ จิตที่มันเวียนว่ายตายเกิดให้วัฏฏะนี่ไง
แล้วอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลไง คนมีอำนาจวาสนานะ เขาแสวงหาของเขา เขาพยายามขวนขวายของเขา นี่ขวนขวาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติมาแต่ละภพแต่ละชาติ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นมีครูบาอาจารย์ที่ไหน ท่านมีแต่ฝึกหัดของท่านขึ้นมาด้วยตัวของท่านเอง อยู่องค์เดียวตลอด เริ่มต้นขึ้นมาล้มลุกคลุกคลาน
เวลาธรรมดาของสิ่งความเกิด บุรุษที่จะเกิด เวลาเจ้าชายสิทธัตถะเกิดขึ้นมา พระเจ้าสุทโธทนะทะนุถนอมขนาดไหน เพราะอยากให้เป็นจักรพรรดิไง ถึงเวลาก็ออกบวช
นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่มันจะเจริญงอกงามขึ้นมาในหัวใจของเราไง ความเพียรชอบ ความวิริยะ ความอุตสาหะ เห็นไหม
เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระ แล้วเลือกด้วยว่าจะเป็นพระปฏิบัติ เวลาพระปฏิบัติ นี่สัปปายะ สิ่งที่ควรแก่การฝึกหัดปฏิบัติ สถานที่ คนมีสติมีปัญญาเข้ามาเขาก็รู้ วัดปฏิบัติ โอ้โฮ! มันอย่างกับตลาดอย่างนี้ มันจะปฏิบัติอะไร
วัดปฏิบัติเขาก็เห็นร่องเห็นรอยทั้งนั้นน่ะ ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรมๆ ท่านมองแป๊บเดียวท่านรู้แล้ว
แล้วเราเป็นสัทธิวิหาริก เราเป็นผู้ฝึกหัดปฏิบัติที่เราจะฝึกหัดกระทำของเรา ประพฤติอย่างนั้นหรือ วางตัวอย่างนั้นหรือ มันเป็นสัปปายะตรงไหน ถ้ามันเป็นสัปปายะ การกระทำมันฟ้องถึงพฤติกรรมเอ็งทั้งนั้นน่ะ แล้วพฤติกรรมถ้ามองอีกชั้นหนึ่งก็เข้าไปอยู่ที่ใจนั่นน่ะ แล้วถ้ามันไม่เป็น มันจะแสดงพฤติกรรมอย่างนี้ได้อย่างไร แล้วพฤติกรรมมันกีดมันขวางกันไหม
ถ้ามันกีดมันขวางกัน ให้คุณหรือให้โทษ
เรามีโทษอยู่ในใจแล้วเราก็ควักออกมา โยนออกมา ยัดเยียดออกมาให้คนอื่นทำตาม มันไม่มี มันทำไม่ได้ ถ้ามันทำไม่ได้มันก็มีกีดมีขวางกันใช่ไหม
นี่ไง สงฆ์ปกครองสงฆ์ไง ให้สงฆ์ปกครองสงฆ์
นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอรหันต์นะ ครูบาอาจารย์ต้องล่วงไปทั้งนั้นน่ะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อานนท์ เราไม่เอาของใครไปเลย เราเอาของเราไปเท่านั้น”
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไง พระอานนท์เป็นพระโสดาบันนะ อยากให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำรงชีพต่อไปเพื่ออบรมบ่มเพาะพระอานนท์
“อานนท์ เธออย่าเสียใจไปเลย ให้มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากี่พระองค์ตลอดไปในอนาคตก็แล้วแต่ ผู้ที่อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทำดีมากกว่าพระอานนท์เป็นไปไม่ได้ เธอได้ทำคุณงามความดีของเธอได้สมบูรณ์แบบแล้ว อีก ๓ เดือนข้างหน้าตั้งแต่เราปรินิพพานไปแล้วจะมีการสังคายนา เธอจะได้เป็นพระอรหันต์ในวันนั้น”
เพราะอะไร เพราะคุณงามความดีที่สร้างสมมาไง ในอนาคตกาลถ้ามีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ผู้ที่อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไปในอนาคตก็จะทำดีมากกว่าเธอไปไม่ได้ นี่ไง อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลไง
นี่ไง มันเกิดมามันมีที่มาที่ไป มันมีการกระทำมา นี่ไง ให้คุณหรือให้โทษ
ถ้าให้เป็นคุณ ให้เป็นคุณตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้แต่คุณ
ไอ้เราไอ้พวกปุถุชนคนหนาให้แต่โทษ เพราะใจมันเป็นโทษอยู่แล้ว ฉะนั้น เวลามันเป็นโทษในหัวใจของเรา เราที่มาบวชมาฝึกหัดในปัจจุบันอยู่นี้ เพราะเราก็จะมากำจัดโทษในใจของเรานี้ไง
แล้วก็จะกำจัดโทษในหัวใจของเรา โทษมันอยู่ในหัวใจอยู่แล้ว อวิชชาคือความไม่รู้ คือพญามาร แล้วคนที่เกิด อวิชชา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วมันมีลูกสาว ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันยังมีลูกมีหลานอีกมากมายมหาศาล แล้วแต่ว่ามันจรมาจะอารมณ์ใด ชอบอะไร เป็นอย่างไร มันก็เหยียบย่ำหัวใจของตน เสร็จแล้วให้คนอื่นอีก ยกยัดเยียดออกไปอีก นี่มันให้โทษไง
ถ้าให้โทษ ให้โทษกับใคร
เวลาให้โทษก็ให้โทษกับตัวเองนั่นไง นี่ไง พันธุกรรมของจิตๆ ไง แต่ละภพแต่ละชาติย้ำคิดย้ำทำจนเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ แต่ละภพแต่ละชาติ เห็นไหม แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาทั้งนั้นน่ะ
ถ้ามีสติมีปัญญาเท่าทันของตน ชนะกิเลสในหัวใจของตน มันมีความสงบสุข จะเอาโทษที่ไหนไปให้ใคร มีความสงบสุขมานี่ อยากให้ความสงบให้คนอื่นด้วย
แต่เวลาถ้ามันเป็นโทษๆ มันทุกข์มันยากในหัวใจของตน แล้วมันก็เหยียบย่ำทำลายหัวใจนี้ ทำไมมันฟุ้งมันซ่าน ทำไมมันทุกข์มันยาก มันทุกข์ยากไปหมด แล้วเวลาให้ เอาอะไรไปให้เขาล่ะ ก็โทษไง
ถ้าเวลาจะให้คุณนะ เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ
สถานที่เป็นสัปปายะ เราอยากให้ความเป็นสัปปายะไง เราก็เกิดมาจากสัปปายะอย่างนั้น เราก็ต้องการให้คนอื่นได้สัปปายะอย่างนี้เหมือนกัน ทุกคนก็ปรารถนาเหมือนกัน สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ มันเป็นสัปปายะเพื่อการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เพราะอะไร
เพราะเราอยากจะลบความเป็นโทษในหัวใจของตนไง ถ้ามันลบจากโทษในหัวใจของตน มันแสดงออกมันก็แสดงด้วยความเป็นคุณไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ให้คุณๆ ทั้งนั้น ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเราก็จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาก็ออกมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาด้วยการเคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว
“อานนท์ เราไม่เอาของใครไปเลย สิ่งที่เราได้อบรมบ่มเพาะไว้ไง ธรรมและวินัย ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาของเธอ ศาสดาของเธอ”
แล้วที่เราบวชเราเรียนอยู่นี่มันอะไรล่ะ มันก็ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ถ้าเราเคารพเราบูชา เราทำตามนั้นน่ะ
ไอ้นี่มันสัญลักษณ์นะ บวชเป็นพระห่มผ้ากาสาวพัสตร์เลย แล้วกีดแล้วขวาง แล้วกดแล้วหน่วง มันเป็นอะไรล่ะ อันนั้นเป็นคุณหรือเป็นโทษน่ะ เพราะมันเหยียบย่ำหัวใจเรา มันเป็นโทษอยู่แล้วไง แล้วจะให้โทษคนอื่น ให้โทษ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้คุณ ธรรมและวินัยให้คุณ ไม่ใช่ให้โทษ
เพราะให้โทษเพราะมันเป็นโทษในใจ มันก็จะให้โทษกับผู้อื่น ถ้าในหัวใจมันเป็นคุณ มันก็เป็นบุญเป็นกุศล แล้วเวลาให้ออก เวลาส่งออก มันก็เป็นคุณไง
ให้โทษหรือให้คุณล่ะ
ฉะนั้น เวลาปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ใจของเรา ดูแลหัวใจของตน ฝึกหัดหัวใจดวงนี้ ถ้าโดยความเป็นอยู่ก็ข้อวัตรปฏิบัติ
คนเรา สิ่งที่ความเกิดเป็นมนุษย์ต้องมีปัจจัย ๔ ทางโลกเขา เขาเกิดเป็นมนุษย์เขาต้องมีหน้าที่การงานของเขาเพื่อเลี้ยงชีพของเขา
เราบวชเป็นพระๆ บวชเป็นพระแล้ว ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ถ้าธรรมและวินัยเป็นเป็นศาสดาของเรา ข้อวัตรปฏิบัติเรารักษาของเราไว้เพื่อดำรงชีวิต
เหมือนกัน ดำรงชีวิตแบบฆราวาสๆ เช้ามาฆราวาสกินเพื่อเกียรติ กินเพื่อกาม กินเพื่อศักดิ์ศรี
สมณะฉันเพื่อดำรงชีวิตนี้เท่านั้น กินเหมือนกัน อยู่เพื่อการดำรงชีวิต ชีวิตต้องมีปัจจัย ๔ แต่ฉันแบบพระไง โดยทั่วไปเขาก็ฉันพร่ำเพรื่อ มันก็อยู่ที่วาสนาของแต่ละบุคคล
เราบวชเป็นพระไง เราฉันหนเดียว แล้วเรายังอดนอนผ่อนอาหาร เพื่ออะไร ก็เพื่อการดำรงชีวิตไง
นี่มันคือปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิต ดำรงชีวิตแล้วเราก็มีความปกติสุข เพราะทางการแพทย์ การแพทย์เขาวิจัยแล้ว กินอาหารวันละ ๓ มื้อ ๔ มื้อมันกินแล้วมากเกินไป ปัจจุบันในโลกนี้ทั้งโลกนะ เป็นโรคอ้วน ความอ้วนเป็นโรคน่ะ กินสะสมกันจนเจ็บไข้ได้ป่วย
ไอ้เรามันไม่มี
ดูพระโดยทั่วไป ถ้าไม่มีปฏิสังขา โยนิโส เป็นอย่างนั้นหมดน่ะ
แล้วถ้ามี เพราะอะไร
ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเธอ มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในหัวใจนะ แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา นั่นแหละมันจะไปละโทษ ละกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน
แล้วเวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง “รู้ได้อย่างไรหนอ รู้ได้อย่างไรหนอ”
เวลามันรู้ขึ้นมาชัดเจนขนาดนั้นน่ะ นี่เวลาละกิเลสไง ละแต่ละชั้นแต่ละตอน
แล้วการละกิเลส การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
เวลาเราหาครูบาอาจารย์ เห็นไหม เป็นผู้ชี้ทางๆ ผู้ชี้ทางแล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา
ไอ้นู่นก็ผิด ไอ้นี่ก็ผิด ผิดทั้งนั้นน่ะ ทำอย่างไรก็ผิด เพราะมันจะให้โทษเขา เพราะใจมันเป็นโทษ
ทำเหมือนเลย เหมือนกันทุกอย่างทำไมมันผิด
ก็ผิด ผิดเพราะตัวตนมึงนั่นแหละ แต่เวลามันเท่าทันโทษแล้วนะ โอ้โฮ! ผิดจริงๆ ผิดครับ ผิดๆ มันผิดครับ ยอมผิดครับ มันผิด เพราะมันรู้เห็นผิด มันสำรอกมันคายมันก็จะถูก
พอถูกขึ้นมา เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แต่คุณ
เห็นกิเลสในใจของตนน่ากลัวที่สุด กิเลสในใจมนุษย์น่ากลัวมาก กิเลสในใจมนุษย์มันเห็นผิด แล้วถ้ามันมีอำนาจนะ มันทำลายเขาทั่วเลย เรามีกิเลสแต่เราไม่มีอำนาจวาสนาอะไร เราไม่ได้ทำลายคนอื่น ทำลายก็ทำลายตัวเองเพราะเห็นผิด
กิเลสในใจของตัวนี่น่ากลัวที่สุด แล้วไปอยู่ในใจของใคร
อยู่ในใจของผู้มีอำนาจ มันเที่ยวบีบคั้นเขาเลย
ถ้ามันไปอยู่ในหัวใจของคนที่ไม่มีอำนาจ มันก็บีบคั้นหัวใจของตัว
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในใจของคน กิเลสน่ากลัวที่สุด แล้วมันอาศัยสิ่งมีชีวิตทั้งนั้นครอบงำในวัฏฏะ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะอยู่ในอำนาจของกิเลสตัณหาความทะยานอยากทั้งนั้น
ฉะนั้น เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้มาบวชเป็นพระ ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วรู้จักวิชชา อวิชชา
วิชชาคือธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อวิชชา สีข้างเข้าถู เห็นแก่ตัวนั่นแหละ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ความสะดวกสบาย เห็นแก่ตัวเอง นั่นแหละคือตัวกิเลส นี่ไง มีวิชชากับอวิชชา
เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือวิชชา ศึกษาเล่าเรียนแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้ได้เพื่อทำลายอวิชชา ความเห็นแก่ตัว ความคึกคะนองในใจของตน ความหลงผิด นั่นคือตัวอวิชชา คือตัวกิเลส แล้วมันอ้อยสร้อยอยู่เป็นเนื้อเดียวกันกับจิต มันถึงไปด้วยกันทุกภพทุกชาติไง เพราะมันได้สร้างมาตั้งแต่ยาวไกล จนมาเกิดเป็นเราแล้ว มัน ๕๐–๕๐ มีดีและชั่วถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ แล้วได้มีอำนาจวาสนาได้มาบวชเป็นพระ บวชเป็นผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ แล้วอยู่ที่อำนาจวาสนาของตัวว่าจะเอียงไปวิชชาหรือจะอวิชชา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ให้คุณ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราเป็นผู้วางแนวทาง คือคุณประโยชน์ของอนุชนรุ่นหลังที่จะฝึกหัดปฏิบัติทั้งสิ้น
แล้วเราอยู่ในเส้นทาง อยู่ในเส้นทางของนักบวช ของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ นี่อยู่ในเส้นทาง แล้วเราจะเอาคุณหรือจะเอาโทษ
ถ้าเอาคุณ ก็เห็นบุญเห็นคุณ ถ้าเอาโทษ มันก็ได้แต่โทษของตัว แล้วมันก็ได้โทษ ได้เพิ่มตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนให้มันแก่กล้าขึ้น ให้มันเข้มแข็งขึ้น แล้วมันเป็นความรู้สึกนึกคิด แล้วตัวเองไม่เข้าใจและไม่รู้ แล้วเวลามันแสดงออกไปมันให้โทษหรือให้คุณ ให้โทษไง มันให้โทษกับตัวเอง ให้โทษ
ความคิดไม่ใช่จิต ความคิดเกิดจากจิตๆ มันเกิดดับๆ เกิดจากจิต แล้วมันเกิดจากจิตขึ้นมา ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเกิดจากหัวใจ เกิดจากจิต แล้วมันเกิดจากจิตแล้วมันก็ไปสร้างสิ่งเป็นบุญและบาปขึ้นมา มันก็กลับมาทับถมแต่จิตดวงนั้น ถ้ามันทับถมจิตดวงนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย้อน บุพเพนิวาสานุสติญาณไม่มีต้นไม่มีปลาย จิตมันพัฒนามาขนาดไหน จุตูปปาตญาณไม่มีต้นไม่มีปลาย มันไปทั้งหมดน่ะ
ฉะนั้น พันธุกรรมของจิตๆ ก็เกิดจากความคิดนี่แหละ ความคิดที่เกิดจากจิตแต่ไม่ใช่จิตนี่แหละ แล้วมันเป็นคุณหรือมันเป็นโทษ
ถ้ามันเป็นโทษ มันก็ให้โทษกับจิตดวงนั้น ถ้ามันเป็นคุณ มันก็เป็นการสร้างอำนาจวาสนาบารมี พันธุกรรมของจิตๆ นี่ไง แล้วจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันก็หมุนเวียนของมันไป
แต่ในปัจจุบันนี้มาเกิดเป็นมนุษย์ไง ภพกลาง ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ มีอำนาจวาสนาขึ้นมาที่จะฝึกหัดปฏิบัติ
ผู้ที่ไม่มีอำนาจวาสนาเขาอยู่ทางโลก เขาประสบความสำเร็จ เขายิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ขนาดไหนมันก็ภพชาติหนึ่งไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ใครจะไปถามปัญหาสิ่งใดก็แล้วแต่ เราเคยเกิดเป็นภพนั้นชาตินั้น เราเคยเป็น เป็นจักรพรรดิมาไม่รู้กี่รอบ เป็นมาทุกอย่าง มันก็จบสิ้นในชีวิตนั้นไง แต่ด้วยอำนาจวาสนาก็ส่งเสริมหัวใจดวงนั้นไง
เกิดแล้วเกิดเล่า เกิดซ้ำเกิดซาก
ในปัจจุบันนี้เราได้มาเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราได้บวชเป็นพระ อารมณ์หนึ่งก็ภพชาติหนึ่ง ความคิดหนึ่งก็ภพชาติหนึ่ง ถ้าใช้ปัญญาอบรมสมาธิมันจะเท่าทันอารมณ์ความรู้สึก มันจะดับหมด
เกิดดับๆ เกิดจากจิตทั้งสิ้น แล้วความคิดเร็วกว่าแสง แล้วความคิดเกิดจากจิตมันมากมายขนาดนี้ แล้วจิตดวงหนึ่งนี้มันจะไปขนาดไหน
นี่ไง แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเท่าทันแล้ว จิตถ้ามันสงบ มันจะรู้เห็นเป็นอย่างไร มันเป็นมหัศจรรย์ขนาดไหน แล้วถ้ามันเป็นความมหัศจรรย์ ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็น มันเป็นความสมบูรณ์แบบในวงกรรมฐาน
สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
สมถกรรมฐานคือทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจมันสงบเข้ามาแล้วมันมีความสงบสุขขึ้นมา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ถ้ามันเกิดภาวนามยปัญญาในพระพุทธศาสนา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง
ไอ้นี่มันเอียงไปข้างหนึ่ง มันเอียงไปข้างหนึ่งเลยนะ มันเอียงไปในทางโลกไง ในทางโลกที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์นี่ โลกียะ คิดแบบโลก ทำแบบโลก ทำแบบจริตนิสัย แต่เราได้ศึกษาพระพุทธศาสนาไง มันก็คิดในทางพระพุทธศาสนา เห็นร่องรอยในพระพุทธศาสนาหมด แต่มันเป็นโลกไง
แต่มันเป็นธรรมไหม
ถ้ามันเป็นธรรมนะ มันจะรู้จะเห็นของมัน ถ้าเป็นธรรม ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันจะเห็นเหตุเลย ศีล สมาธิ ปัญญา นี่ไง สัปปายะ ๔ ที่สงบสงัดและที่ไม่สงบสงัดแตกต่างกันอย่างไร เวลาเกิดปัญญา ปัญญามันแตกต่างกันตรงไหน ถ้ามันมาทบทวนใคร่ครวญ อันนี้ก็อยู่ที่อำนาจวาสนานะ
ถ้ามีวาสนานะ เอ๊ะ! ทำไมมันเป็นอย่างนี้ๆ แล้วเวลาฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ คล้ายๆ กันนะ แต่มันลงกันไม่ได้ มันแปลก มันคล้ายๆ กันแต่มันไม่เหมือนกัน
พอไม่เหมือนกันก็ พวกเรา ของท่านมีนิโรธดับทุกข์ มีขณะ ของเราไม่มีก็ได้
เพราะของเราไม่มี ก็มันไม่มีอยู่แล้วไง แล้วเอ็งไม่เอะใจบ้างเลยหรือ
แต่มันก็อยู่ที่วาสนาจริงๆ นะ เพราะคนที่จะทำมาได้ขนาดนี้มันก็แสนยากอยู่แล้ว
คิดแบบโลกๆ มันก็เรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจทั้งสิ้น คิดแบบโลกๆ มือใครยาว สาวได้สาวเอา คิดแบบโลกๆ คิดจินตนาการให้เหมือน แล้วเป็นกลุ่มเป็นก้อน มันไม่เป็นอิสระเลย มันไม่ใช่แนวทางพระพุทธศาสนาเลย
ถ้าเป็นแนวทางพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์พระองค์เดียว ในหัวใจนั้นมหัศจรรย์ เวลาตรัสรู้ขึ้นมา เทวดา อินทร์ พรหม โอ้โฮ! ส่งอนุโมทนาต่อเนื่องกันไปทั้งสิ้น
ไอ้เราภาวนาเกือบตาย มืดบอด ไม่มีสิ่งใดเลย
มันเป็นไปได้อย่างไร เพราะมันจิตตภาวนาไง เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เทวดา อินทร์ พรหมเขาอนุโมทนาด้วย เพราะจิตวิญญาณมันเห็น รู้เท่าทันกันไง
ไอ้นี่เราเป็นวิทยาศาสตร์เป็นโลกไง กูคิดอยู่คนเดียว กูมีเครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลได้ทั้งนั้นเลย
ประมวลผลก็อยู่ที่ปลายนิ้วเอ็งนะมึง ประมวลผลมันอยู่ที่พลังงานนะ ถ้าพลังงานหมด จบครับ มีแต่เศษเหล็กไง
แต่ครูบาอาจารย์เป็นอย่างนั้นไหม
ครูบาอาจารย์ไม่เป็นแบบนั้น ไม่มี
ครูบาอาจารย์ เรื่องโลกอยู่กับโลก ถ้าธรรมยอมจำนนกับโลก ให้โลกเหยียบย่ำทำลายบีบบี้สีไฟ มันเป็นธรรมตรงไหนวะ
เพราะโลกนี้เป็นผลของวัฏฏะ ธรรมมันเหนือวัฏฏะ กามภพ รูปภพ อรูปภพ มันเหนือโลกนี้อีกกี่ร้อยกี่พันเท่า มันเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี เพราะให้โทษ เพราะใจเป็นโทษ แล้วไม่มีกำลังกำจัดโทษนั้น
ถ้ากำจัดโทษนั้นได้ สัมมาสมาธิ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เวลาภาวนาไปมันมีกำลังของความระงับบ้าง มันออกฟุ้งซ่าน ออกรู้ไป เขาเรียกว่าส่งออก
ส่งออกโดยธรรมดาก็นักวิชาการไง นักเขียนนวนิยายแต่งนี่ เขาคิดได้ร้อยแปดพันเก้า เขียนนวนิยายมาจนคนอ่านแล้วซาบซึ้ง อ่านแล้วน้ำหูน้ำตาไหล นี่ด้วยจินตนาการของเขา แล้วเวลาความรู้สึกนึกคิดออกไปอย่างนั้นมันเป็นประโยชน์ตรงไหน
มันต้องรู้ ต้องเห็น ต้องเท่าทัน มันต้องมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป มันต้องสิ้นสงสัย
อย่าคลุมๆ เครือๆ ให้โทษกับตัวเอง แล้วจะให้โทษผู้อื่น ถ้าโทษผู้อื่น เห็นไหม
หลวงปู่ตื้อท่านไปอยู่ทางเชียงใหม่ไง เวลาเทศน์แล้วบอกลูกศิษย์ไว้ ท่านลงจากเขา สุดท้ายท่านขึ้นไปใหม่เลย “ไอ้ที่ผมพูดมันผิด มันต้องเป็นอย่างนี้”
ลูกศิษย์บอกว่า “โอ๋ย! หลวงปู่ หลวงปู่ขึ้นมาทำไม เมื่อไหร่ก็ได้”
“ไม่ได้ เดี๋ยวเอ็งไปสอนคนอื่น”
ตัวเองหลงผิดนั้นเรื่องหนึ่งนะ โฆษณาชวนเชื่อเกลี้ยกล่อมเขาให้หลงผิด สอนคนอื่นให้ผิดนั่นน่ะบาปกรรมทั้งนั้นน่ะ นี่หลวงปู่ตื้อนะ แล้วเราล่ะ จะให้โทษใคร
โทษในใจนี้สำคัญที่สุด ตั้งสติสัมปชัญญะ แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้มันเป็นจริงในหัวใจของตน เอวัง